ครม. มีมติเห็นชอบ พร้อมจ่ายเงินชดเชย ให้แก่คนว่างงาน

ข่าว

ยังคงเป็นอีกข่าวที่ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ในช่วงนี้ ทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ทำให้มีคนจำนวนมากต้องขาดรายได้ และตกงานกัน ทางรัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ว่างงานและขาดรายได้จากสถานการณ์ในปัจจุบัน

ตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร

ตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร

ล่าสุด น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการจ่ายเงินชดเชยกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัยจากการระบาดโควิด-19 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินจากการระบาดระลอกใหม่ โดยระบุว่า

รัชดา ธนาดิเรก

เรื่องแรก ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ซึ่งกระทรวงแรงงานเคยออกมาแล้วครั้งหนึ่ง ที่เป็นการจ่ายเงินเยียวยาและให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ให้ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ทำงานแต่ไม่เกิน 90 วัน ตั้งแต่ มี.ค. – ส.ค. 2563

ทั้งนี้ จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ ล่าสุด ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงอีกครั้งในลักษณะเดิม มีสาระสำคัญว่า

รัชดา ธนาดิเรก

1. กำหนดให้กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป

2. กำหนดนิยามคำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายถึง ภัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณชน และถึงขณะที่ผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

โควิด-19

3. กำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยและหน่วยงานของรัฐสั่งปิดพื้นที่ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตราย อันส่งผลให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ให้ลูกจ้างดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ตามมติคณะกรรมการประกันสังคม หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 7,456 บาท (ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง) โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่สั่งปิดพื้นที่ ภายในระยะเวลา 1 ปีปฏิทิน จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนดังกล่าวทุกครั้ง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 90 วัน

จ่ายเงิน

จากการประเมินสถานการณ์ของกระทรวงแรงงาน ร่างกฎกระทรวงนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนที่อยู่ในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่รัฐบาลสั่งปิดกิจการ เบื้องต้นคาดว่า มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่าง จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และสมุทรสงคราม

รวมกันแล้วประมาณ 5.7 ล้านคน คิดเป็นเงินกว่า 5,225 ล้านบาท เพื่อให้ความมั่นใจว่าหากมีการให้ปิดกิจการชั่วคราวจากโควิด-19 รัฐบาลก็พร้อมที่จะจ่ายเงินกองทุนประกันสังคมเพื่อเยียวยาดูแล

คนว่างงาน

เรื่องที่สอง ร่างกฎกระทรวงอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยเป็นการลดการจ่ายเงินสมทบเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกันตน จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. เป็นต้นไป ถึง มี.ค. 2564 กำหนดให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน ดังนี้

กรณีประสบอันตราย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และคลอดบุตร

  • รัฐบาลจ่ายอัตราเงินสมทบ 1.05% จากเดิม 1.5%
  • นายจ้างจ่ายสมทบ 1.05% จากเดิม 1.5%
  • ผู้ประกันตน จ่ายสมทบ 1.05% จากเดิม 1.5%

กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ

  • รัฐบาลจ่ายอัตราเงินสมทบ 1.45% จากเดิม 1%
  • นายจ้างจ่ายสมทบ 1.85% จากเดิม 3%
  • ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 1.85% จากเดิม 3%

รัชดา ธนาดิเรก

กรณีว่างงาน

  • รัฐบาลจ่ายอัตราเงินสมทบเท่าเดิมคือ 0.25%
  • นายจ้างจ่ายสมทบ 0.1% จากเดิม 0.5%
  • ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 0.1% จากเดิม 0.5%

คนว่างงาน

น.ส.รัชดา ยังย้ำด้วยว่าจะเป็นการลดภาระได้มาก ซึ่งจากการประมวลค่าใช้จ่ายทั้งหมดกรณีลดอัตราเงินสมทบงวดเดือน ม.ค. – มี.ค. 2564 จะส่งผลให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบลดลงในภาพรวม 8,248 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องจ่าย 12,634 ล้านบาท ส่วนนายจ้างจ่ายลดลง 7,142 ล้านบาท จากเดิม 11,118 ล้านบาท

อีกทั้งจะส่งผลดีต่อผู้ประกันตนทำให้สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายช่วยเสริมภาพคล่องได้ประมาณ 460-900 บาทต่อคน และนายจ้างก็มีสภาพคล่องมากขึ้น แต่ทั้งนี้ ก็จะมีผลต่อเงินออมบำนาญของผู้ประกันตน ซึ่งจะลดลงประมาณ 1,035 บาท และส่งผลต่อสถานะของกองทุนประกันสังคม และทางกองและรัฐบาลจะมีการวางแผนในระยะยาวต่อไป

รัชดา ธนาดิเรก

เรื่องที่สาม ร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร รัฐบาลพบว่าครอบครัวที่มีเด็กเล็กจะประสบปัญหาและได้รับผลกระทบสภาวะทางเศรษฐกิจ เพราะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มมากขึ้น บางครอบครัวแม่อาจจะต้องหยุดงานหรือออกจากการทำงานในขณะที่รายจ่ายยังมีเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระ คณะกรรมการประกันสังคม เสนอกระทรวงแรงงานและเสนอมายัง ครม. เพื่อให้เห็นชอบในการปรับเพิ่มประโยชน์ทดแทน ซึ่ง ครม. เห็นชอบแล้วในวันนี้

1. เพิ่มอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรเหมาจ่าย จากเดิม 600 บาท/เดือน/บุตร 1 คน เป็น 800 บาท/เดือน/บุตร 1 คน
2. กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ใดมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรตามกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร มีสิทธิ์ได้รับแบบเหมาจ่ายด้วย นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลบังคับใช้

ที่มา: Thairath